Did You Know? ต่างคน ต่างวิธีรักษา

Category: Optimal Health | November 18, 2019
นายแพทย์ต่อศักดิ์ ทิพย์ไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Functional Medicine คนแรกของประเทศไทย จากสถาบัน The Institute for Functional Medicine ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคเรื้อรังนั้นแตกต่างจากอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันทั่วไป เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว โรคเรื้อรังอาจเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน เช่นจากพฤติกรรมสุขภาพ พันธุกรรมเฉพาะตัว และมีกระบวนการก่อโรคนานหลายสิบปี 
      เพราะฉะนั้นวิธีการดูแลปัญหาโรคเรื้อรังโดยใช้วิธีการเดียวกันกับคนไข้เฉียบพลันที่ขาหัก ติดเชื้อ หรือมีหลอดเลือดอุดตันอาจไม่พอ เพราะการดูลามหลักการแพทย์แผนปัจจุบันคือ การช่วยควบคุมปัญหาไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านั้น 
      แต่การที่จะย้อนรักษาที่ต้นทางการเกิดโรคเรื้อรังนั้น จำเป็นต้องต้องใช้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลที่มากขึ้น ดังนั้นปัญหาของคนไข้ที่เกิดโรคเรื้อรังจึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลค่อนข้างมาก เช่น ข้อมูลในแง่ส่วนตัวของคนไข้ ข้อมูลทางห้องปฏิบัติการหลายๆด้าน เนื่องจากปัจจัยทางด้านสุขภาพของแต่ละคนแตกต่างกัน



      เหตุใดสุขภาพแต่ละคนจึงแตกต่างกัน
      อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หากเป็นปัญหาเรื่องโรคเรื้อรังนั้น กระบวนการก่อโรคต้องใช้เวลานานนับสิบปี เริ่มแรกคือเรื่องของพันธุกรรมแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยปกติคนเราเข้าใจเรื่องโรคพันธุกรรมว่าเป็นเรื่องของ monogenic disease คือโรคที่เกิดจากยีนเดี่ยว ซึ่งหมายความว่ายีนตัวหนึ่งผิดปกติจึงทำให้เกิดโรคหนึ่งขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปขึ้นได้ 
      ความจริง เราพบว่า โรคเรื้อรังเป็นโรคที่เรียกว่า polygenic disease นั่นคือ ความผิดปกติของยีนหลายยีน บางตัวอาจจะมีความบกพร่องนิดหนึ่ง และเมื่อรวมกับยีนหลายๆตัว อาจก่อให้เกิดโรคขึ้นมาได้ ดังนั้นการมองโรคพันธุกรรมในแง่นี้ จึงเป็นอธิบายได้ว่า เหตุใจคนเราจึงมีการตอบสนองต่อโรคที่แตกต่างกัน 
      โรคพันธุกรรมในด้าน polygenic disease ไม่ได้หมายความเพียงยีนเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงปัจจัยในการใช้ชีวิต อาหารที่บริโภคอีกด้วย 
      ต้นทางที่แท้จริงของการเกิดโรคนั้น นอกจากจะเกี่ยวเนื่องกับลักษณะพันธุกรรมของแต่ละคนแล้ว  ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของการดำเนินชีวิตนั่นก็คือ อาหารและสภาพโภชนาการ 
      โดยอาหารคือ สิ่งที่เรากิน ส่วนโภชนาการคือ วิตามิน เกลือแร่ ไขมัน เป็นต้น นอกจากนั้น การพักผ่อนนอนหลับ ความเครียด หรือการออกกำลังกายนั้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคได้เช่นกัน โดยไม่ได้หมายความแค่ปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ควบคู่กันทั้งหมด บางคนออกกำลังกายอย่างดีแต่กินอาหารแย่สุขภาพก็แย่ตามไปด้วย 
     
      Function medicine คืออะไร
      Functional Medicine หรือสมุทัยหเวชศาสตร์ ถือกำเนิดครั้งแรกจากองค์กร IFM หรือ The Institute for Functional Medicine จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Jeffrey Bland, PhD, and Dr. Susan Bland ซึ่งองค์กรนี้มีการจัดหลักสูตรอบรมการแพทย์เฉพาะทาง ในหลักการของ Functional Medicine เพื่อนำไปปรับใช้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาอาการเจ็บป่วยแบบเรื้อรัง 
      วิธีการรักษาแบบ function medicine เกิดขึ้นจากคนเรามีความแตกต่างกันหรือเรียกว่า biochemical individuality  เพราะฉะนั้นคำแนะนำที่ว่า กินอาหารแบบนี้แล้วดี อาจจะเหมาะกับคนส่วนใหญ่ แต่กับเฉพาะบางคนอาจไม่ใช่ 
      กระบวนการของ Functional Medicine คือการวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ประวัติการก่อโรค ประวัติครอบครัว ประวัติสุขภาพวัยเด็ก พฤติกรรมการกินอาหาร ประกอบกับข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เพื่อจะบอกความผิดปกติที่เกิดขึ้น และหากปล่อยไว้อาจมีโอกาสเกิดโรคได้ 
      เพราะฉะนั้นลักษณะของ function medicine คือ predictive หมายถึง ความสามารถในการคาดการสิ่งที่เกิด สองคือ preventive คือการใช้ข้อมูลในการป้องกันยับยั้งโรค สามคือ ความร่วมคือของคนไข้ หรือ participate 
      เนื่องจากการใช้ข้อมูลของ function medicine ให้เกิดผลได้คนไข้ต้องร่วมมือด้วยเพราะว่าคนไข้คือบุคคลที่เป็นผู้ลงมือแก้ไขพฤติกรรม 
      สี่คือ proactive หมายถึงการลงมือทำ ไม่เพียงแค่พึ่งการกินยาอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งหมดนี้เรียกว่า 4 pre-medicine  หรือ Personal Life Medicine นั่นคือ กระบวนการแพทย์เฉพาะคน  
      ดังนั้น function medicine คือการหาแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยเอาข้อมูลส่วนตัวมาประกอบเหตุอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเรื่องของพันธุกรรม เรื่องของสิ่งแวดล้อมและอาหาร เรื่องพฤติกรรมสุขภาพ อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะนำไปสู่ผลหลายๆอย่างได้ หรือปัจจัยหลายๆ อย่างที่แตกต่างกัน เช่น การนอนหลับ การออกกำลังกาย อาจนำมาสู่แบบเดียวกันได้ 
      เพราะฉะนั้นเราต้องมองให้ครบแล้วดึงปัจจัยพวกนี้ออกให้หมด นี่จึงเรียกว่าเป็นรูปแบบคลาสสิคของ function medicine 



เรียบเรียงโดย วินนา รักการ
ขอบคุณภาพจาก unsplash
share